telHEAD OFFICE : 02-251-8190, 02-251-8471 
telFACTORY : 02-117-3999
emailfacebookline1
PokBLOGG


          เมื่อพูดถึง ‘โอเมก้า 3 (Omega-3)’ หลายคนอาจนึกถึง น้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นอันดับแรก แต่ยังมีอีกหนึ่งขุมทรัพย์จากท้องทะเลลึกที่กำลังได้รับความสนใจในหมู่คนรักสุขภาพ นั่นคือ ‘น้ำมันคริลล์ (Krill Oil)’ ซึ่งสกัดจากสัตว์ทะเลขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ใต้มหาสมุทรแอนตาร์กติก อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่มีคุณค่าทางโภชนาการ


น้ำมันคริลล์ คืออะไร?



          น้ำมันคริลล์ คือ น้ำมันที่สกัดได้จากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า “คริลล์” (Krill) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกุ้ง จัดอยู่ในกลุ่มครัสเตเชียน (Crustaceans) มีขนาดเล็กประมาณ 1-6 ซม. มีลักษณะลำตัวใสและดวงตาสีดำขนาดใหญ่ อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ในทะเลแอนตาร์กติก คริลล์สายพันธุ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดและมีประโยชน์มากมายต่อระบบนิเวศ คือ คริลล์แอนตาร์กติก (Antarctic krill) หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Euphausia superba ซึ่งเป็นแหล่งทางโภชนาการชั้นเลิศต่อสัตว์อื่นระบบนิเวศ โดยเป็นอาหารให้แก่สัตว์ทะเลต่างๆ เช่น วาฬ แมวน้ำ เพนกวิ้น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญให้แก่มนุษย์ เพราะว่าเป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ และยังเป็นแหล่งของ แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) และ โคลีน (Choline) ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย


ส่วนประกอบของน้ำมันคริลล์


  • กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 Fatty Acids)
  •           กรดไขมันโอเมก้า 3 เป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายต้องการ โดยในน้ำมันคริลล์จะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 สองชนิดหลักคือ EPA (Eicosapentaenoic acid) และ DHA (Docosahexaenoic acid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างและการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ในร่างกาย


  • ฟอสโฟลิพิด (Phospholipids)
  •           ฟอสโฟลิพิดมีบทบาทที่สำคัญในการทำงานของน้ำมันคริลล์ในการช่วยส่งเสริมสุขภาพ โดยทำหน้าที่เป็น ‘พาหนะ’ ช่วยนำส่งสารสำคัญจากน้ำมันคริลล์ไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อีกทั้งเป็นโครงสร้างไขมันที่ใกล้เคียงกับเยื่อหุ้มเซลล์ของมนุษย์ (Cell Membrane) จึงสามารถพาสารอาหารเข้าสู่เซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


  • โคลีน (Choline)
  •           โคลีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานปกติของเซลล์โดยเฉพาะเซลล์ในระบบประสาทและสมอง ช่วยในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท มีบทบาทต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของไขมันในร่างกาย การทำงานของตับ อีกทั้งเป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประสาทที่ชื่อว่า อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งจำเป็นต่อความจำและการควบคุมกล้ามเนื้อ


  • แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)
  •           สารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติที่มีสีแดง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้น้ำมันคริลล์มีสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง และช่วยปกป้องน้ำมันคริลล์จากการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหีนของน้ำมัน ทำให้น้ำมันคริลล์ไม่จำเป็นต้องเติมสารกันบูดเพิ่มเติม


จุดเด่นของน้ำมันคริลล์

          น้ำมันคริลล์เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ด้วยคุณสมบัติพิเศษหลายประการทำให้น้ำมันคริลล์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการบริโภคโอเมก้า-3 ที่ไม่ควรมองข้าม โดยสามารถสรุปจุดเด่นของน้ำมันคริลล์ได้ดังนี้


1. สี่สารอาหารคุณค่าในหนึ่งเดียว

          น้ำมันคริลล์ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 (ชนิด EPA และ DHA) เท่านั้น แต่ยังมีสารอาหารที่พบตามธรรมชาติซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ได้แก่ โคลีน (Choline) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและตับ และแอสตาแซนธิน (Astaxanthin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง


2. รูปแบบของโอเมก้า 3 ที่เหนือกว่า

          กรดไขมันโอเมก้า-3 ในน้ำมันคริลล์จะจับกับฟอสโฟไลปิด ซึ่งเป็นรูปแบบที่นำส่งสารอาหารในน้ำมันคริลล์ได้อย่างมีกระสิทธิภาพ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำโอเมก้า 3 ไปใช้ในเซลล์ได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับโอเมก้า 3 ที่พบได้จากแหล่งอื่น ซึ่งมักจะอยู่ในรูปแบบไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) หรือเอทิล เอสเทอร์ (Ethyl ester) ที่สามารถดูดซึมได้ต่ำกว่า


3. ทานเมื่อใดก็ได้ สะดวกในการดูแลสุขภาพ

          น้ำมันคริลล์ประกอบไปด้วยฟอสโฟลิพิด ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีส่วนหัวที่ชอบน้ำ (Hydrophilic) และส่วนหางที่ไม่ชอบน้ำ (Hydrophobic) ทำให้สามารถเข้าได้กับทั้งน้ำและน้ำมัน ไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงเป็นเหตุผลให้น้ำมันคริลล์สามารถทานได้ทั้งขณะท้องว่าง หรือหลังมื้ออาหาร โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารไขมันสูงเพื่อช่วยการดูดซึม


4. ทานง่าย ไร้กลิ่นคาวกวนใจ

          หนึ่งในอุปสรรค์ที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบจากทะเลได้อย่างต่อเนื่อง คือ “กลิ่นคาว” น้ำมันคริลล์ทานได้ง่ายโดยไม่มีกลิ่นคาวรบกวน โดยเป็นผลจากโครงสร้างของโมเลกุลของโอเมก้า 3 ในน้ำมันคริลล์ที่จับอยู่กับฟอสโฟลิพิด ที่มีคุณสมบัติช่วยให้น้ำและน้ำมันเข้ากันได้เมื่อทานเข้าไป จึงช่วยให้น้ำมันคริลล์สามารถกระจายตัวและผสมเข้ากับของเหลวในกระเพาะอาหารได้ดีกว่า ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดกลิ่นคาวที่ตีขึ้นจากการทาน


5. โอเมก้า 3 จากแหล่งที่บริสุทธิ์

          น้ำมันคริลล์มีแหล่งกำเนิดจากคริลล์ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งเป็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก และคริลล์เป็นสิ่งมีชีวิตในฐานะจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร ด้วยเหตุนี้ ทำให้น้ำมันที่สกัดได้มีความเสี่ยงที่ต่ำมากในการสะสมสารปนเปื้อนและโลหะหนัก เมื่อเทียบกับโอเมก้า 3 จากแหล่งอื่น


ขนาดแนะนำต่อวันของน้ำมันคริลล์



          ขนาดรับประทานน้ำมันคริลล์โดยทั่วไปแนะนำเริ่มต้นที่ 500 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม ในงานวิจัยหลายฉบับมีการศึกษาการใช้ในมนุษย์โดยมีปริมาณสูงถึง 4,000 มิลลิกรัม (4 กรัม) ต่อวัน เพื่อศึกษาคุณประโยชน์ของน้ำมันคริลล์ต่อสุขภาพในด้านต่าง ๆ ทั้งนี้ ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อการบริโภคอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

          โดยทั่วไปแล้วน้ำมันคริลล์จัดเป็นอาหารที่ปลอดภัยสำหรับผู้รับประทาน ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการทานอาจเกิดขึ้นได้เพียงเล็กน้อย เช่น อาการคลื่นไส้ ท้องอืด แน่นท้อง แสบหน้าอก


ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษก่อนทานน้ำมันคริลล์

          น้ำมันคริลล์เป็นแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ อย่างไรก็ดีมีข้อควรระวังสำหรับผู้บริโภคบางกลุ่ม ซึ่งผู้บริโภคเหล่านี้ควรระวังการทานน้ำมันคริลล์ ได้แก่

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล โดยเฉพาะกุ้งและปู ควรหลีกเลี่ยงการทานน้ำมันคริลล์
  • ผู้ที่ทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin และ Aspirin ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเสมอ
  • ควรหยุดรับประทานน้ำมันคริลล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หากต้องเข้ารับการผ่าตัดหรือทำฟัน
  • ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับตับหรือไต ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเสมอ


          น้ำมันคริลล์ (Krill Oil) คือสุดยอดสารอาหารจากท้องทะเลที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์ ด้วยจุดเด่นของโอเมก้า 3 (Omega 3) ในรูปแบบฟอสโฟลิพิดที่ร่างกายมนุษย์สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสานพลังกับสุดยอดสารต้านอนุมูลอิสระอย่างแอสตาแซนธิน และสารอาหารสำคัญอย่างโคลีนที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของเซลล์ ทำให้น้ำมันคริลล์เป็นทางเลือกที่โดดเด่นสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม อย่างไรก็ดีการบริโภคน้ำมันคริลล์ให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย ควรพิจารณาข้อควรระวังและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้บริโภคได้อย่างเหมาะสม



Reference

1.Australian Antarctic Program. Krill. Retrieved July 31, 2025, from https://www.antarctica.gov.au/about-antarctica/animals/krill/

2.Just Vitamins. What's the difference between fish oil and krill oil? Retrieved July 31, 2025, from https://www.justvitamins.co.uk/blog/whats-the-difference-between-fish-oil-and-krill-oil/

3.Kubala, J. (2023, July 3). Krill oil: Benefits, when to take, and more. Healthline. https://www.healthline.com/health/nutrition/expert-answers-krill-oil

4.Marine Stewardship Council. Antarctic krill. Retrieved July 31, 2025, from https://www.msc.org/species/antarctic-krill

5.Tou, J. C., Jaczynski, J., & Chen, Y. C. (2007). Krill for human consumption: nutritional value and potential health benefits. Nutrition Reviews, 65(2), 63–77. https://doi.org/10.1111/j.1753-4887.2007.tb00283.x

6.Wright, R. (2024, September 4). What is krill oil? OmegaQuant. https://omegaquant.com/what-is-krill-oil/