telHEAD OFFICE : 02-251-8190, 02-251-8471 
telFACTORY : 02-117-3999
emailfacebookline1
ปกก


ยาแก้อักเสบ และ ยาฆ่าเชื้อ เหมือนหรือต่างกัน


          “ต่างกันแน่นอน” และไม่สามารถใช้แทนกันได้ หลายครั้งเมื่อมีอาการเจ็บป่วย เช่น เจ็บคอ มีแผล หรือปวดบวมตามร่างกาย เรามักคุ้นเคยกับการไปร้านขายยาและบอกเภสัชกรว่า "ซื้อยาแก้อักเสบ" ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับโรคที่เป็นอยู่ สิ่งนี้มาจากความสับสนระหว่างคำว่า “ยาฆ่าเชื้อ” และ “ยาแก้อักเสบ” ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

          ยาทั้งสองกลุ่มนี้มีการออกฤทธิ์ และวัตถุประสงค์ในการใช้งานต่างกันอย่างสิ้นเชิง การใช้ยาสลับกันหรือใช้ผิดประเภทไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ยังอาจนำไปสู่ผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพได้ ในสมัยก่อนอาจจะมีการซื้อยาไม่ถูก โดยขาดคำปรึกษา หรืออาจยังมีผู้ป่วยบางคนบางกลุ่มทำแบบนี้อยู่ จึงควรมองหาร้านยาที่มีเภสัชกรให้คำแนะนำ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ข้างต้นนี้



1. ยาแก้อักเสบ (NSAIDs): ยาลดการอักเสบ ไม่ใช่ฆ่าเชื้อ

          ยาแก้อักเสบ หรือชื่อเต็มในกลุ่มที่รู้จักกันดีคือ ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) เป็นยาที่มีคุณสมบัติหลักในการ ลดการอักเสบ (ปวด บวม แดง ร้อน) ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกาย เช่น การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ, ข้ออักเสบ, หรืออาการปวดประจำเดือน ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ จึงไม่ช่วยรักษาการติดเชื้อใดๆ

          กลไกสำคัญของยา NSAIDs คือการเข้าไปยับยั้งการผลิตสาร "พรอสตาแกลนดิน" (Prostaglandins) ที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดและอักเสบ เมื่อสารนี้ลดลง อาการปวดบวมจึงทุเลาลง และหลายตัวยังมีฤทธิ์ลดไข้ได้ด้วย


          ตัวอย่างยาในกลุ่ม NSAIDs

  • ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen)
  • นาพรอกเซน (Naproxen)
  • ไดโคลฟีแนค (Diclofenac)
  • กรดมีฟีนามิก (Mefenamic Acid)
  • เซเลโคซิบ (Celecoxib)
  • ยาอิโทริคอกซิบ (Etoricoxib)


2. ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotic): ใช้สำหรับฆ่าเชื้อ ไม่ใช่แก้ปวดอักเสบ

          ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Antibiotic) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ ยับยั้งการเจริญเติบโตหรือฆ่าเชื้อจุลชีพ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆ เช่น ทอนซิลอักเสบเป็นหนอง, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, หรือการติดเชื้อที่ผิวหนัง ยาฆ่าเชื้อจะไม่มีผลต่อการอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ดังนั้นการใช้ Antibiotic กับโรคที่ไม่ได้มีสาเหตุจากแบคทีเรีย มักไม่มีประโยชน์ในการรักษา และอาจเกิดผลเสียตามมา ทั้งนี้การเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อชนิดใดจะขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรค ซึ่งต้องอาศัยการวินิจฉัยจากแพทย์หรือเภสัชกร


          ตัวอย่างยาฆ่าเชื้อ

  • อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin)
  • เพนิซิลลิน (Penicillin)

ความเข้าใจผิด? ทำไมคนถึงชอบจำสลับ?

          ความสับสนนี้เกิดจากความเข้าใจผิดต่อกันมา โดยเมื่อมีอาการ "อักเสบ" เช่น เจ็บคอ ซึ่งบางครั้งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียและต้องใช้ "ยาฆ่าเชื้อ" คนทั่วไปจึงมักเรียกยาที่ใช้รักษาอาการนั้นตามลักษณะอาการคือ "ยาแก้อักเสบ (NSAIDS) " ทำให้เกิดการเรียกชื่อยาผิดประเภทจนเป็นความเคยชิน การเรียกชื่อผิดๆ นี้จึงนำไปสู่การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนและการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง

ใช้ผิดและให้ผลเสียยังไง?

  • ยาอาจไม่มีผลในการรักษา
  • อาจเกิดการแพ้ยาได้ เนื่องจากยาทั้ง 2 กลุ่ม ได้พบการแพ้ยาบ่อยครั้ง
  • การใช้ยาผิดพลาดซ้ำๆ จะทำให้เชื้อแบคทีเรียเกิดการ “ดื้อยา” ซึ่งนำไปสู่ :
    • Doxycycline ตัวเลือกยารักษาจำกัดลง (หายาที่ใช้ได้ยากขึ้น)
    • Doxycycline ต้องใช้ยาที่แรงขึ้น แพงขึ้น หรืออันตรายกว่า
    • Doxycycline การติดเชื้อที่เคยหายได้ง่าย กลายเป็นอันตรายถึงชีวิตเพราะรักษาด้วยยาไม่ได้

Fact: ในประเทศไทย สถานการณ์ การดื้อยาต้านเชื้อแบคทีเรีย เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อชีวิตอย่างร้ายแรง

  • มีการติดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาประมาณ 88,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตราว 38,000 คนต่อปี 1
  • ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น และเกิดค่าใช้จ่ายทางเศรษฐกิจสูงถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี 2
  • ตัวอย่างจากโรงพยาบาลของรัฐ พบว่า หากไม่มีเชื้อดื้อยา จะช่วยลดการเสียชีวิตได้ถึง 48,258 รายต่อปี 3

          สถานการณ์นี้สะท้อนว่า การใช้ผิด (เช่นใช้ Antibiotic โดยไม่จำเป็น) ก่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยา ซึ่งนำไปสู่ การเสียชีวิต ภาระทางเศรษฐกิจ และภาระของบุคลากรทางการแพทย์

          NSAIDs และ Antibiotic เป็นยาคนละกลุ่ม โดย NSAIDs แก้อาการอักเสบ-ปวด-ไข้ และ Antibiotic ฆ่าเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อจุลชีพอื่นๆ การใช้ผิดกลุ่มยาเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างชัดเจน อาจไม่หาย เกิดการแพ้ยา หรือเกิดเชื้อดื้อยาซึ่งมีความรุณแรงมากในประเทศไทย และยังทำให้โรคติดเชื้อยากต่อการรักษาในอนาคต ดังนั้นหากต้องการจะใช้ยาเพื่อรักษาอาการปวดอักเสบหรือสงสัยว่าร่างกายได้มีการติดเชื้อแบคทีเรียควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้งก่อนใช้ยา


Reference

1. National Antimicrobial Resistance Surveillance Thailand (NARST). National strategic plan on antimicrobial resistance 2017–2021 [Internet]. Nonthaburi: Department of Medical Sciences, Ministry of Public Health; 2017 [cited 2025 Aug 13]. Available from: https://narst.dmsc.moph.go.th/static/AMR_strategy_2560_2564.pdf

2.Bureau of Policy and Strategy, Ministry of Public Health. Thailand burden of antimicrobial resistance [Internet]. Bangkok: Ministry of Public Health; 2024 [cited 2025 Aug 13]. Available from: https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1170622

3.Phumart P, Phodha T, Thamlikitkul V, Riewpaiboon A, Prakongsai P, Limwattananon S. Health and economic impacts of antimicrobial resistant infections in Thailand: a preliminary study. J Health Syst Res. 2012;6(3):352-60. Available from: https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC6518492/