telHEAD OFFICE : 02-251-8190, 02-251-8471 
telFACTORY : 02-117-3999
emailfacebookline1
ปก

          ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines) เป็นยาที่นิยมใช้ในการบรรเทาอาการน้ำมูกไหล ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยจากหลายสาเหตุ เช่น โรคไข้หวัดธรรมดา หรือภาวะภูมิแพ้ต่าง ๆ เช่น แพ้อากาศ ฝุ่นละออง หรือเกสรดอกไม้ สาเหตุของน้ำมูกไหลเกิดจากสารฮีสตามีน (Histamine) ซึ่งหลั่งออกมาจากเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกายเพื่อตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ ฮีสตามีนมีบทบาทสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันและกระบวนการแพ้ของร่างกาย เช่น อาการน้ำมูกไหล จาม ผื่นคันตามผิวหนัง และการบวมของเยื่อบุต่าง ๆ ดังนั้น ยาลดน้ำมูกหรือยาแก้แพ้ทำงานโดยยับยั้งการทำงานของฮีสตามีน ส่งผลให้อาการน้ำมูกไหล และผื่นคันตามผิวหนัง บรรเทาลงและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น

           ปัจจุบันมีการค้นพบตัวรับ (Receptor) ในร่างกายมนุษย์ของสารฮีสตามีนอยู่ 4 ชนิด ได้แก่ H1, H2, H3, และ H4 โดยยาต้านฮีสตามีนที่ใช้ในปัจจุบันมุ่งเน้นการยับยั้งตัวรับชนิด H1 และ H2 เป็นหลัก ตัวรับ H1 เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันและอาการแพ้ เช่น อาการน้ำมูกไหล คัน หรือผื่นลมพิษ ส่วนตัวรับ H2 พบได้มากที่บริเวณกระเพาะอาหาร เกี่ยวข้องกับการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร บทความนี้จะกล่าวถึงการทำงานของยาต้านฮีสตามีนชนิดที่ยับยั้งตัวรับชนิด H1 (H1 receptor antagonists) ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้ในการบรรเทาอาการน้ำมูกไหลและอาการแพ้ต่าง ๆ

ชนิดของยาต้านฮีสตามีน

     ยาต้านฮีสตามีนชนิดรับประทานในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามคุณสมบัติและลักษณะการออกฤทธิ์ ได้แก่

    1. ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม หรือกลุ่มที่ง่วง (Sedating antihistamines หรือ First-generation antihistamines)

                ยากลุ่มนี้เป็นยารุ่นแรกที่ได้รับการพัฒนาและใช้อย่างแพร่หลายมายาวนานจนถึงปัจจุบัน มีประสิทธิภาพในการยับยั้งฮีสตามีนได้ดี แต่มีข้อจำกัดที่สำคัญ คือ อาการง่วงซึม เนื่องจากยาสามารถผ่านเข้าสู่สมองและออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนี้ ยากลุ่มนี้ยังมีฤทธิ์ต้านระบบประสาทชนิดโคลิเนอร์จิก (Anticholinergic) ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น อาการปากแห้ง คอแห้ง และเสมหะหรือน้ำมูกที่มีลักษณะเหนียวข้น อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้มีจุดเด่นในการบรรเทาอาการน้ำมูกไหลได้อย่างรวดเร็ว จึงเหมาะสำหรับการใช้รักษาอาการน้ำมูกไหลจากไข้หวัดที่มีปริมาณน้ำมูกมาก และยังสามารถนำมาใช้ช่วยให้นอนหลับหรือบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือในบางกรณีได้เช่นกัน

               ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ Chlorpheniramine maleate (CPM), Brompheniramine maleate (BPM), Dimenhydrinate และ Hydroxyzine

      2. ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มใหม่ หรือกลุ่มที่ไม่ง่วงหรือง่วงน้อย (Non-sedating Antihistamines หรือ Second-generation Antihistamines)

              ยากลุ่มนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งฮีสตามีนและลดผลข้างเคียง เนื่องจากยากลุ่มนี้สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้น้อยลงเมื่อเทียบกับยารุ่นแรก จึงทำให้มีอาการง่วงซึมและผลข้างเคียงอื่นเพียงเล็กน้อย อีกทั้งยังมีระยะเวลาออกฤทธิ์ที่ยาวนาน ช่วยลดความถี่ในการรับประทานยา โดยผู้ป่วยสามารถรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้ง ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ป่วย ด้วยความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับการรักษาอาการที่เกี่ยวข้องกับการหลั่งฮีสตามีน เช่น ผื่นคัน ลมพิษ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ และอาการคัดจมูกเรื้อรังที่เกิดจากภูมิแพ้

                ตัวอย่างยากลุ่มนี้ ได้แก่ Cetirizine, Loratadine, Fexofenadine และ Bilastine

    สรุปความแตกต่างระหว่างระหว่างยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิมและกลุ่มใหม่

      ข้อควรระวังในการใช้ยาต้านฮีสตามีน

    • ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรซื้อรับประทานเอง เพราะอาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยาไม่ถูกวิธีได้
    • ยาต้านฮีสตามีนอาจทำให้มีอาการง่วงซึม โดยเฉพาะกลุ่มดั้งเดิม ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ร่วมกับการขับขี่ยานพาหนะ หรือการทำงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักร หากจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ควรใช้ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มใหม่ที่ไม่ทำให้ง่วง ตัวอย่างเช่น Loratadine, Fexofenadine และ Bilastine เนื่องจากยาเหล่านี้จับกับตัวรับ H1 ภายในสมองได้น้อย
    • ห้ามใช้ยาต้านฮีสตามีนร่วมกับยาหรือสารที่มีฤทธิ์กดระบบประสาท เช่น ยานอนหลับ ยาคลายเครียด และแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการง่วงซึม
    • หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ไม่ควรซื้อยาต้านฮีสตามีนเพื่อรับประทานเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

              ยาลดน้ำมูกหรือยาต้านฮีสตามีน เป็นยาที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการน้ำมูกไหล ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการป่วยที่พบได้บ่อยในระบบทางเดินหายใจของร่างกาย ยาต้านฮีสตามีนสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มได้แก่ ยาต้านฮีสตามีนกลุ่มดั้งเดิม (First-generation antihistamines) และยาต้านฮีสตามีนกลุ่มใหม่ (Second-generation antihistamines) โดยแต่ละกลุ่มมีคุณสมบัติและผลข้างเคียงที่ต่างกัน ดังนั้น การเลือกใช้ยาควรพิจารณาตามความเหมาะสมและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา

    [Reference]

    1. Goyal, T., Kohli, S., & Tayal, R. (2022). Antihistamines in children: A dermatological perspective. Indian Journal of Paediatric Dermatology, 23(1), 8. https://doi.org/10.4103/ijpd.ijpd_124_21

    2. Parisi, G., Leonardi, S., Ciprandi, G., Corsico, A., Licari, A., Del Giudice, M. M., Peroni, D., Salpietro, C., & Marseglia, G. (2020). Antihistamines in children and adolescents: A practical update. Allergologia Et Immunopathologia, 48(6), 753–762. https://doi.org/10.1016/j.aller.2020.02.005

    3. Church, M. K. (2016). Allergy, Histamine and Antihistamines. Handbook of Experimental Pharmacology, 321–331. https://doi.org/10.1007/164_2016_85

    4. Patel, R. H., & Mohiuddin, S. S. (2023, May 1). Biochemistry, Histamine. StatPearls - NCBI Bookshelf. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK557790/

    5. Kawauchi, H., Yanai, K., Wang, D. Y., Itahashi, K., & Okubo, K. (2019). Antihistamines for Allergic Rhinitis Treatment from the Viewpoint of Nonsedative Properties. International Journal of Molecular Sciences, 20(1), 213. https://doi.org/10.3390/ijms20010213

    6. Pien, L. C. (2000). Appropriate use of second-generation antihistamines. Cleveland Clinic Journal of Medicine, 67(5), 372–380. https://doi.org/10.3949/ccjm.67.5.372

    7. Professional, C. C. M.. Histamine. Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/articles/24854-histamine

    8. Professional, C. C. M.. Antihistamines. Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/drugs/21223-antihistamines

    9. Histamine Storage and Release. (2024, February 20). News-Medical. https://www.news-medical.net/health/Histamine-Storage-and-Release.aspx

    10. คุณรู้จักยาแก้แพ้มากแค่ไหน ?. โรงพยาบาลพญาไท | แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และแหล่งรวมความรู้ด้านสุขภาพ - Phyathai Hospital. Retrieved July 25, 2024, from https://www.phyathai.com/th/article/

    11. ยาแก้แพ้ วิธีการกินอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันผลข้างเคียง. HDmall Thailand. Retrieved July 25, 2024, from https://hdmall.co.th/c/take-anti-allergy-correctly

    12. Bedee-Expert. (2024, July 4). เจาะลึกยาแก้แพ้ มีกี่ชนิด อาการแบบนี้ควรเลือกอย่างไร - BeDee. https://www.bedee.com/articles/pharmacy/antihistamine

    13. ยาแก้แพ้กลุ่มที่ทำให้ง่วงและไม่ง่วง รักษาอาการแพ้ได้เหมือนกันจริงหรือ?. https://pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=27

    14. ยาลดน้ำมูกในเด็ก. ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน. https://www.doctor.or.th/article/detail/3044