telHEAD OFFICE : 02-251-8190, 02-251-8471 
telFACTORY : 02-117-3999
emailfacebookline1
ปก


เหงือกอักเสบ: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม สู่โรคปริทันต์และฝีในฟัน ภัยเงียบในช่องปาก


          หลายคนอาจเคยชินกับอาการเลือดออกขณะแปรงฟัน และคิดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้ว นั่นคือสัญญาณแรกของ “โรคเหงือกอักเสบ” (Gingivitis) ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในคนไทย และหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจลุกลามไปสู่โรคร้ายแรงในช่องปากที่ทำลายกระดูกและอาจทำให้เราต้องสูญเสียฟันไปในที่สุด


เรื่องใหญ่ที่หลายคนมองข้าม: โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis)


โรคเหงือกอักเสบนี้คืออะไร และเกิดจากอะไร?

          โรคเหงือกอักเสบ คือภาวะที่เหงือกเกิดการอักเสบซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อจุลินทรีย์ในคราบจุลินทรีย์ (Plaque) ที่เกาะอยู่ตามบริเวณตัวฟันและขอบเหงือก หากเราทำความสะอาดช่องปากไม่ดีพอ คราบจุลินทรีย์เหล่านี้จะสะสมและปล่อยสารพิษออกมา ทำให้เหงือกเกิดการระคายเคืองและอักเสบตามมา


อาการเป็นอย่างไร?

    คุณอาจกำลังเป็นโรคเหงือกอักเสบ หากมีอาการเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง

  • เหงือกมีลักษณะบวมและแดงกว่าปกติ
  • มีเลือดออกได้ง่ายขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  • อาจมีกลิ่นปาก
  • อาจรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ็บก็ได้
  • ในบางกรณีอาจพบเหงือกร่นหรือมีหนองเล็กน้อย


เจอบ่อยแค่ไหนในไทย?

          เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก จากข้อมูลการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 8 พบว่าคนไทยมีภาวะเหงือกอักเสบสูงถึง 74.5% ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของโรคในช่องปากที่รุนแรงขึ้น


จากเหงือกอักเสบ...กลายไปเป็นโรคร้ายในช่องปากได้อย่างไร?

          เมื่อเหงือกอักเสบเรื้อรังและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี คราบจุลินทรีย์และหินปูนจะสะสมลึกลงไปในร่องเหงือก ทำให้ร่องเหงือกลึกขึ้น เกิดเป็น "ร่องลึกปริทันต์" (Periodontal Pocket) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมชั้นดีของเชื้อโรค การอักเสบจะเริ่มลุกลามทำลายเนื้อเยื่อปริทันต์และกระดูกเบ้าฟันที่รองรับฟันอยู่ นำไปสู่ "โรคปริทันต์อักเสบ"

          ในขณะเดียวกัน หากเชื้อแบคทีเรียถูกกักอยู่ในร่องเหงือกลึกๆ หรือลุกลามจากฟันผุทะลุโพรงประสาทฟัน ร่างกายจะตอบสนองโดยการสร้างหนองขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อ จนเกิดเป็น "ฝีในฟัน" ในที่สุด



โรคปริทันต์อักเสบ (ชนิด) ก้าวร้าว: เมื่อการแบคทีเรียลุกลามจนทำลายเบ้าฟันอย่างรวดเร็ว


โรคปริทันต์อักเสบคืออะไร และเกิดจากอะไร?

          โรคปริทันต์อักเสบชนิดก้าวร้าว (Aggressive Periodontitis) เป็นรูปแบบของโรคปริทันต์ที่มีการทำลายอวัยวะปริทันต์ (เนื้อเยื่อรอบฟัน) และกระดูกเบ้าฟันอย่างรวดเร็ว โรคนี้มีความพิเศษคือมักเกิดในผู้ป่วยที่สุขภาพร่างกายโดยรวมดี และมักมีคราบจุลินทรีย์สะสมในปริมาณน้อยซึ่งไม่สอดคล้องกับความรุนแรงของการทำลายที่เกิดขึ้น สาเหตุเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน และมีการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดรุนแรง โดยเฉพาะเชื้อที่ชื่อว่าAggregatibacter actinomycetemcomitans


อาการเป็นอย่างไร?

  • ระยะแรกมักไม่มีอาการเจ็บปวด: ผู้ป่วยมักไม่มีอาการปวดที่เหงือกหรือฟัน ทำให้ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรค
  • อาการเมื่อโรครุนแรง: จะเริ่มมีอาการปวดฟันขณะบดเคี้ยว, ฟันโยก, เหงือกบวม และอาจมีหนองออกจากร่องเหงือก
  • อาการแสดงนี้เกิดขึ้นจากอะไร?: คือการสูญเสียการยึดของอวัยวะปริทันต์และกระดูกรอบฟันอย่างรวดเร็ว โดยอาจเกิดเฉพาะที่บริเวณฟันกรามซี่แรกและฟันตัด หรือเกิดขึ้นทั่วทั้งปากก็ได้

เจอบ่อยแค่ไหนในไทย?

          แม้ไม่มีสถิติเฉพาะของ "ชนิดก้าวร้าว" แต่ข้อมูลภาพรวมของคนไทยก็น่าเป็นห่วง การศึกษาขนาดใหญ่ในกลุ่มตัวอย่างชาวไทยเมื่อปี 2566 พบว่า คนไทยเป็นโรคปริทันต์อักเสบรุนแรง (Severe Periodontitis) ถึง 26% ซึ่งโรคปริทันต์อักเสบชนิดก้าวร้าวก็คือรูปแบบหนึ่งของโรคที่รุนแรงและดำเนินไปอย่างรวดเร็วนี้เอง


การรักษาและการใช้ยา

          หัวใจสำคัญของการรักษาคือ การกำจัดเชื้อโรคโดยทันตแพทย์ ด้วยการขูดหินน้ำลายและเกลารากฟัน อย่างไรก็ตาม ในโรคชนิดก้าวร้าวนี้ การรักษาดังกล่าวเพียงอย่างเดียวมักไม่ค่อยตอบสนองได้ดี ทันตแพทย์จึงมักพิจารณาให้ ยาปฏิชีวนะ เป็นการรักษาเสริม (Adjunctive Therapy)

  • ยาที่อาจได้รับ
    • Doxycycline เป็นยาปฏิชีวนะที่แนะนำให้ใช้เป็นอันดับแรกสำหรับโรคนี้ เนื่องจากมีคุณสมบัติแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อได้ดี จึงสามารถเข้าสู่ร่องเหงือกได้ในปริมาณที่เข้มข้นกว่ายาอื่น ๆ ในข้อบ่งใช้เดียวกัน, มีประสิทธิภาพในการต่อต้านเชื้อก่อโรค, และยังช่วยยับยั้งการทำลายกระดูกและส่งเสริมการยึดเกาะของอวัยวะปริทันต์ได้อีกด้วย
  • ข้อควรระวังที่สำคัญ
    • ห้ามซื้อยากินเองเด็ดขาด! ยาปฏิชีวนะสำหรับโรคนี้ต้องใช้ควบคู่ไปกับการรักษาโดยทันตแพทย์เท่านั้น
    • ต้องรับประทานยาตามที่ทันตแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนหมด
    • ผู้ป่วยต้องกลับไปประเมินผลการรักษาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ


    ฝีในฟัน: สัญญาณอันตรายของการติดเชื้อ


    โรคคืออะไร? อันตรายแค่ไหน?

      ฝีในฟัน คือการติดเชื้อจนเกิดการสะสมของหนองในบริเวณฟันและเหงือก แบ่งได้ 2 ประเภทหลักๆ คือ

      1. ฝีที่ปลายรากฟัน (Acute Apical Abscess): เกิดจากการติดเชื้อที่ลุกลามจากโพรงประสาทฟัน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษา

      2. ฝีปริทันต์ (Periodontal Abscess): เป็นการติดเชื้อเป็นหนองเฉพาะที่ซึ่งเกิดในร่องเหงือกลึกของผู้ที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบอยู่แล้ว


อาการเป็นอย่างไร?

    อาการของฝีทั้งสองชนิดอาจคล้ายกันและเป็นสัญญาณเตือนว่าการติดเชื้อกำลังรุนแรงขึ้น

  • อาการปวด: มีอาการปวดรุนแรง อาจปวดขึ้นเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น หรือปวดตุบๆ ตลอดเวลา
  • อาการบวม: เหงือกบริเวณฟันที่เป็นสาเหตุจะบวมนูนเป็นรูปไข่ หรือบวมแผ่กระจาย ในบางกรณีอาจบวมลามมาถึงใบหน้าและใต้คาง
  • อาการที่ฟัน: รู้สึกว่าฟันซี่นั้นลอยสูงขึ้นกว่าซี่อื่นหรือสบกระแทกก่อนซี่อื่น, เคาะที่ตัวฟันจะเจ็บมาก, และฟันอาจโยก
  • มีหนอง: อาจเห็นหนองไหลออกจากขอบเหงือก หรือมีตุ่มหนองนูนขึ้นมาบนเหงือก
  • อาการทางร่างกาย: อาจมีไข้, หนาวสั่น, และต่อมน้ำเหลืองใต้คางหรือที่คอโตและเจ็บได้

เจอบ่อยแค่ไหนในไทย?

         แม้จะไม่มีสถิติอุบัติการณ์ของโรคฝีในฟันโดยตรงในระดับประเทศ แต่ภาวะนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้คนไทยต้องเข้ารับการรักษาทางทันตกรรมฉุกเฉิน และเป็นผลสืบเนื่องมาจากโรคฟันผุและโรคปริทันต์ที่ไม่ได้รับการรักษา ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้มากในประชากรไทย


การรักษาและการใช้ยา

         สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำเมื่อสงสัยว่าเป็นฝีในฟัน คือไปพบทันตแพทย์โดยเร็วที่สุด! การรักษาหลักคือการกำจัดต้นตอของการติดเชื้อ ซึ่งได้แก่ การกรีดระบายหนอง, การรักษาคลองรากฟัน, หรือการถอนฟัน

          ยาปฏิชีวนะจะถูกใช้เป็น "ยาเสริม" ในกรณีที่การติดเชื้อมีการลุกลาม เช่น มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต หรือเมื่อการระบายหนองทำได้ไม่เพียงพอ

  • ยาที่อาจได้รับ
    • Amoxicillin เป็นยาอันดับแรกที่ทันตแพทย์มักเลือกใช้สำหรับฝีที่ปลายรากฟัน โดยขนาดยาที่ใช้อาจจะแตกต่างกับโรคทั่วไปขึ้นกับรอยโรคของผู้ป่วย
    • Azithromycin เป็นยาทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้ยากลุ่ม Penicillin (เช่น Amoxicillin) ซึ่งอาจใช้ในกรณีฝีปริทันต์
  • ข้อควรระวังที่สำคัญ
    • ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาฝีให้หายขาดได้ หากไม่ได้รับการรักษาทางทันตกรรมเพื่อกำจัดเชื้อที่ต้นตอ การติดเชื้อจะกลับมาเป็นซ้ำและอาจรุนแรงกว่าเดิม
    • ยา Azithromycin รูปแบบแคปซูล (Capsules) ควรกินยา 1-2 ชั่วโมงก่อนอาหาร เนื่องจากอาหารมีผลต่อการดูดซึมยา แต่ในรูปแบบเม็ด (Tablets) สามารถทานก่อน หลัง หรือพร้อมอาหารก็ได้
    • ต้องแจ้งประวัติการแพ้ยาให้ทันตแพทย์ หรือเภสัชกรทราบทุกครั้ง


อย่าปล่อยให้ปัญหาเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

          สุขภาพช่องปากเป็นเรื่องสำคัญ การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธีเป็นประจำคือการป้องกันที่ดีที่สุด หากคุณมีอาการเลือดออกตามไรฟัน, ปวดฟัน, หรือเหงือกบวม, อย่าลังเลที่จะไปพบทันตแพทย์ การตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาฟันของคุณไว้ แต่ยังช่วยป้องกันการติดเชื้อรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อีกด้ว



Reference

1.คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ และ คณะทำงานผู้เชี่ยวชาญแห่งชาติด้านการคัดเลือกยา สาขาทันตกรรม. (2559). คู่มือการใช้ยาอย่างสมเหตุผลตามบัญชียาหลักแห่งชาติ: ยาที่ใช้ทางทันตกรรม. กลุ่มนโยบายแห่งชาติด้านยา สำนักยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.

2.สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย. (2561). รายงานผลการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติ ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2560.

3.Tantimongcolgat, T., Lertpimonchai, A., Tamsailom, S., Sumanasrethakul, C., & Surarit, R. (2023). Development of Risk Prediction Models for Severe Periodontitis in a Thai Population: Statistical and Machine Learning Approaches. Journal of Medical Internet Research, 25, e47953.

4.Lockhart, Peter B. et al. Evidence-based clinical practice guideline on antibiotic use for the urgent management of pulpal- and periapical-related dental pain and intraoral swelling. The Journal of the American Dental Association, Volume 150, Issue 11, 906 - 921.e12